ก่อนอื่นผมล่ะแปลกใจอยู่นิด ๆ ที่ทุกคนเงียบหายไปหลังจากงานวันเสาร์ที่ผ่านมา คงเป็นเพราะว่าพอทุกคนเห็นเทสึกะซังเป็นแบบนั้นแล้วเลยพูดอะไรไม่ออกสินะ หึหึหึ ผมจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นละกันนะ ^_,^
เอาเถอะ ผมว่าพวกนายมาฟังเรื่องวันนี้ของผมกันดีกว่านะ เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนิด ๆ หน่อย ๆ ในรูดอล์ฟของเรานี่แหละ อ้ะ สำหรับบางคนที่อาจจะไม่เข้าใจว่าการเมืองคืออะไร ผมไม่ได้หมายถึงการบ้านการเมืองที่ออกข่าวกันทุกวันหรอกนะ มันเป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกการแบ่งอำนาจที่ไม่ลงตัวกันในหน้าที่น่ะ บรรยากาศมันทั้งมืดมัวทั้งน่ารำคาญเหมือนการเมืองก็เลยเรียกว่าการเมืองในสถานศึกษาไงล่ะ -_,- เข้าใจนะ
อา... ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้อยากจะยุ่งกับเรื่องแก่งแย่งชิงดีนี้เลยซักนิดนะ ทำไมถึงได้โดนดึงเข้าไปในเรื่องยุ่งยากแบบนี้ก็ไม่รู้สิ ฮะฮะฮะ เรื่องมันก็มีอยู่ว่าท่านผู้อำนวยการของเซนต์รูดอล์ฟน่ะคิดจะสร้างมาตรฐานในการเรียนให้นักเรียนใหม่ โดยเน้นว่าจะต้องมีคุณภาพที่ดีไม่ให้น้อยหน้าใคร แถมยังต้องมี Cost Conscious อีกต่างหาก อ้า... ผมต้องอธิบายอีกสินะว่ามันคืออะไร สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการรู้จักใช้ทุนให้คุ้มค่านั่นแหละนะ แล้วทีนี้ในฐานะที่ผมเป็นนักเรียนที่มีคุณภาพ ก็เลยได้เป็นตัวแทนในการเจรจา เห้อ... ช่างเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเสียจริงที่ต้องมาพูดกับผู้ใหญ่ที่มีทัศนวิสัยงี่เง่า อ้ะ... นี่ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะด่าหรอกนะ ความคิดของผู้อำนวยการน่ะดีแสนดี ขนาดที่อยากให้ทุกคนมีมาตรฐานเท่าเทียมกันหมดในทุกเรื่อง แต่คิดในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปได้ที่ไหนกันละ การจัดการกับคนจำนวนมากน่ะ ผมยอมรับว่าสมควรที่จะมีระเบียบขึ้นมาเป็นมาตรฐานให้ทำตาม อะไร ๆ จะได้เรียบร้อย แต่จะไปกำหนดให้เท่าเทียมกันทุกกระบวนความน่ะมันไม่มีทางเป็นไปได้ และก็คงไม่มีคนยอมรับด้วย
ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างลำบากมากทีเดียว เพราะผมจะต้องเป็นคนติดต่อสื่อสารข้อความจากผู้อำนวยการให้ผู้ประสานงานคนอื่น ๆ ซึ่งนโยบายก้าวไกลล้ำหน้าเพ้อฝันแบบนี้ แน่นอน ได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีเท่าไหร่นักหรอก แถมมีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนนโยบายเสียด้วยซ้ำ ทีนี้ผมก็ต้องเป็นคนรับเรื่องทั้งหมดมาไปรายงานผู้อำนวยการ พวกคนแก่ที่ชอบยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่นั่นก็ยังยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าจะไม่เปลี่ยนนโยบาย (อ้ะ ไม่ได้จงใจจะกระทบเทสึกะซังหรือซานาดะซังหรอกนะครับ อย่าเพิ่งร้อนตัวไป) แต่ผมต้องเป็นคนรับหน้ารับเรื่องที่ประดังประเดเข้ามานี่สิ ช่างเป็นระบบที่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
แย่จริง ๆ เลยที่คนเก่งอย่างผมต้องอยู่ในฐานะที่ลำบากอย่างนี้ แต่เห็นแก่หน้าของผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ผมจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่เอาไว้ อา... ลำบากใจจริง ๆ เลยน้า
หึหึหึ แต่คนอย่างผมหาทางแก้เผ็ดได้อยู่แล้วล่ะนะ -_,- ที่เอามาเล่าให้ฟังเพราะเห็นว่าพวกนายหลาย ๆ คนที่ยังทำตัวไร้สาระแบบแกล้งชาวบ้านไปวัน ๆ หรือเอาแต่สวีทหวานแหววกันแบบไม่มองหัวคนอื่นนี่คงจะได้ฟังประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์กับชีวิตได้บ้างนะ
ปล. อ้ะ นี่ผมเขียน 2 เอนทรีติดกันแล้วหรือเนี่ย ต้องมีคนบางคนมาคอยเหน็บแนมแน่ ๆ ว่าผมว่างมากรึไง ฮะฮะฮะ ผมไม่ได้ว่างมากหรอกนะ เรียกว่าผมรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นสัดเป็นส่วนมากกว่า ^_,^ เนอะ~ ยูตะ?
เผลอมาอ่าน เลยนึกไม่ออกเลยว่าจะเมนต์ไรดี....)