สวัสดี ไดอารี่ นี่เป็นการเขียนครั้งแรกของฉันในไดอารี่ส่วนรวมแห่งนี้ สำหรับชิเท็นโฮจินั้น ไซเซ็นได้ออกมาเขียนเป็นคนแรกตามที่คาดการณ์เอาไว้ หลังจากนั้นจึงเป็นกัปตันของพวกเรา ชิราอิชิ ที่อัพไปในวันคริสมาสต์ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่ดี (ในสมัยโบราณ มันเป็นวันเฉลิมฉลองของปีศาจนี่นะ) ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ซักระยะแล้ว ฉันจะถือโอกาสนี้มาเขียนบ้างก็แล้วกัน *หันไปมองเสียงคุ้นหูที่โวยวายอยู่* อ้อ.. คินทาโร่ นายก็อัพไปแล้วเหมือนกันนี่นะ ^_^
เมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ฉันฉลองปีใหม่กับครอบครัว (อืม..จะว่าไปก็ฉลองเกิดของฉันพ่วงเข้าไปด้วย) จากนั้นก็ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้ากัน คนเยอะแน่นขนัดอย่างที่คิด ถ้าจะให้พูดจริงๆ แล้วฉันว่าโอซาก้านี่เป็นเมืองใหญ่ที่วุ่นวายมาก (อาจจะไม่เท่าโตเกียว เพราะคิปเปก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เหมือนกัน) พอเป็นช่วงปีใหม่ที่คนแห่กันออกมาเฉลิมฉลองและไหว้พระกัน อากาศหนาวๆ ก็ดูอุ่นขึ้นมาบ้างเลยทีเดียว... ทำให้คิดถึงแถบคิวชู บ้านเกิด พอคิดได้อย่างงั้นก็นึกอยากจะกลับไปเดินเล่นและแช่น้ำร้อนที่นั่นขึ้นมา รู้ตัวอีกที..... ฉันก็ขออนุญาตพ่อแม่เพื่อออกเดินทาง และตอนนี้ก็กำลังนั่งเขียนบันทึกนี้อยู่บนรถไฟแล้ว (ฉันเขียนบันทึกในสมุด แล้วมาพิมพ์ทีหลังน่ะ)
ถึงฉันจะเป็นคนที่ไม่ค่อยแคร์อะไรนัก แต่บางครั้ง.. ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองต้องการจะตามหาอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่รู้ว่ามันคืออะไร.. บางทีการออกเดินทางครั้งนี้อาจจะช่วยหาคำตอบให้ฉันได้ โดยการกลับไปยังที่ที่จากมา...
ฉันนั่งรถไฟไปคิวชู.... นั่งมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป กับท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีไปตามแต่ละช่วงของวันก็เป็นอะไรที่เพลินตาดี เหมือนกำลังเดินทางผ่านสีสันมากมายที่ไหลผ่านเราไปไม่รู้จบ เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ของแต่ละสถานที่แวบเข้ามาในหัวเป็นบางเวลาตามประสาคนชอบวิชาประวัติศาสตร์ ในเวลาแบบนี้ ถ้ามิยูกิอยู่ด้วยก็คงจะบอกว่า "พี่นี่ทำตัวเป็นตาแก่ไปได้" แต่ไม่เป็นไร ท่าทางเธอจะชอบคนแก่
ไดอารี่ที่รัก การเดินทางโดยรถไฟนี่มันช่างต่างจากรถยนต์ หรือเครื่องบินอย่างสิ้นเชิงจริงๆ การต้องอยู่นิ่งๆ ในช่วงเวลาที่ยาวนานกับวิวชนบทซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวันมันให้ความรู้สึกเหมือนถูกกลืนกินไปทีละน้อยเลยนะ... เหมือนกำลังหลอนตัวเองซ้ำๆซากๆในที่ที่ไม่คุ้นเคย.. มันคือการเดินทางที่มุ่งสู่เป้าหมายอย่างตรงไปตรงมา ตามวิถีทางของมัน.. ทั้งที่เราสามารถรู้ได้ว่ากำลังจะไปถึงสถานที่แห่งไหนแท้ๆ แต่ว่ามันไม่เคยที่จะเหมือนเดิมเลยซักครั้ง ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา... ฉันเองก็ต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน..
ชีวิต...เป็นเรื่องของการรู้จักปรับตัว
ในชั่วขณะหนึ่งที่รถไฟกำลังวิ่งผ่านม่านหมอกสีดำแห่งเวลากลางคืนไป ฉันหวลนึกถึงตอนที่ตาเจ็บจนมองไม่เห็นขึ้นมา แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว... ตอนนี้ฉันรู้ว่าฉันยังคงสามารถเล่นเทนนิสต่อไปได้ ฉันก็ต้องสานต่อเจตนารมณ์ที่ตั้งใจเอาไว้ให้สำเร็จ ก็เท่านั้น..
ระหว่างที่ฉันครุ่นคิดถึงการเล่นเทนนิส กลิ่นของยา และโรงพยาบาล ใครคนหนึ่งที่ชอบโผล่หน้าไปให้เห็นแถวห้องพยาบาลบ่อยๆ ก็โทรมา ชิราอิชินั่นเอง.. ไม่รู้นึกยังไงโทรมาในเวลานี้ เห็นว่ากำลังรอดูพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ริมชายหาด แต่อากาศเย็น หมอกลงเยอะมากคงจะไม่เห็นพระอาทิตย์แน่ๆ สรุปว่าฉันก็เลยคุยกับชิราอิชิจนถึงเช้า เพราะเห็นว่ายังอีกนานกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น
พอแสงแรกของวันแย้มมาจากเหลี่ยมเขา ฉันก็ยิ้มออกมาได้...
อืม... สบายใจแล้วล่ะ.... ถึงคิวชูแล้วไปหาคอร์ทว่างๆ เล่นเทนนิสดีกว่า.. ^_^
)
)